ไม่มีเงิน ยากไร้ พิการ รับข้าวกล่อง ฟรี ทำมานาน กว่า 2 ปี ไม่หวัง สิ่งตอบแทน

0
197

ลิตเติ้ล แคราย คาเฟ่ ร้านอาหารใจบุญของคนในเมืองใหญ่ เปิดใจ “นก-ปฏิมากร วงษ์สุวรรณ” เจ้าของร้าน ‘ลิตเติ้ล แคราย คาเฟ่’ ทำอาหารแจกผู้ทุกข์ยากให้อิ่มท้องโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนกว่า 2 ปี โดย รัชพล ธนศุทธิสกุล

“ลิตเติ้ล แคราย คาเฟ่” ร้านอาหาร กาแฟและเบเกอรี่ ที่ใครขับรถผ่านแถวๆ ย่านแครายคงจะเห็นและรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะรสชาติอาหารรวมไปถึงแง่งามในการบริการตลอดระยะเวลากว่า 4 ปี ได้การันตรีเป็นอย่างดีจนเกิดขยับขยายสาขาที่ 2 รองรับลูกค้าเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ถ.ติวานนท์

อย่างไรก็ตามอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้หลายคนรู้จักร้านแห่งนี้ ก็คือ ‘โครงการแจกอาหาร’ โดยได้เขียนป้ายติดไว้ที่หน้าร้านว่า “ไม่มีเงิน พิการ ยากไร้ เข้ามารับข้าวกล่องได้ฟรี” ซึ่งถึงตอนนี้ก็กินระยะเวลา 2 ปีแล้วด้วยกัน

โพสต์ทูเดย์พาไปทำความรู้จักกับ “นก-ปฏิมากร วงษ์สุวรรณ” เจ้าของร้านอาหาร ‘ลิตเติ้ล แคราย คาเฟ่’ ร้านอาหารใจบุญของคนยากไร้ คนพิการ หรือใครก็ตามที่กำลังตกทุกข์ได้ยากไร้เงิน ก็มีอาหารสำหรับต่อชีวิตในพื้นที่ร้านแห่งนี้เสมอ

ไม่ได้โปรโมท-แต่นิสัยชอบช่วยเหลือ
“ตั้งแต่เด็กๆ เรามีนิสัยชอบช่วยเหลือ ที่ทำไม่ได้หวังอะไรในการโฆษณาหรือกระแสจากโครงการแจกอาหารฟรี ที่เราทำทำเพราะมันมีความสุขในการช่วยเหลือตรงนี้” ปฏิมากรเปิดเผยเส้นทางการแบ่งปันช่วยเหลือคนไม่มีเงิน คนพิการ ผู้ยากไร้ ให้ได้อิ่มท้อง ทั้งหมดทั้งมวลเกิดขึ้นจากการปลูกฝังของครอบครัวตั้งแต่เด็ก

“คุณพ่อ คุณแม่ คุณตา คุณยาย ชอบที่จะพากันไปทำบุญ บ้านเราจะไปทำบุญกันทุกเทศกาลที่ทางวัดมีงานจัด วันพระเราก็จะทำกับข้าวใส่ปิ่นโตไปถวายอาหาร โตเข้าเรียนก็เป็นนักเรียนโรงเรียนวัด วงจรรูปแบบมันก็ซึมซับอยู่กับเรื่องของบุญ การช่วยเหลือ พอเราโตขึ้นมาเราก็ทำตามแต่วาระโอกาสและกำลังที่มี”

การเป็นจิตอาสาของป้านกที่บอกเล่า เป็นต้นเช่นเมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ ล่าสุดปี 2554 เธอคือหนึ่งในจิตอาสาร่วมช่วยเหลือแจกอาหารและลำเลียงยา-เวชภัณฑ์ หรืออย่างการเป็นจิตอาสาแม่ครัวทำอาหารเลี้ยงแจกร่วมกับงานต่างๆ ที่โรงพยาบาลโรคทรวงอกจัดขึ้น ซึ่งจุดนี้เองนับเป็นจุดเริ่มส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดโครงการแจกอาหารฟรีเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

“จุดเริ่มโครงการของร้านในการแจกอาหารช่วยเหลือที่เขียนป้ายว่า “คนไม่มีเงิน คนพิการ ผู้ยากไร้ เข้ารับข้าวกล่องได้ฟรี” ที่สาขาแยกแคราย หลังเปิดร้านได้ปีกว่าๆ ถึงสองปี เราเปิดร้านอาหาร เราเห็นคนผ่านไปผ่านมาอย่างแรงงานต่างก่อสร้างด้าวเขามาขอน้ำกิน บางครั้งก็มีคนจร คนยากไร้ เดินเข้ามาขอข้าว ทีนี้ก็มีไปช่วยจิตอาสาเวลาที่โรงพยาบาลทรวงอกที่เขาจัดการงานบุญ เราได้เห็นความลำบากของญาติๆ พี่น้องคนไข้ที่ต้องมานั่งๆ นอนๆ เฝ้ากัน สวมรองเท้าแตะดำปี๋ คือคนไม่มีก็ไม่มีจริงๆ เราก็เลยทำป้ายติดไว้ซะเลยดีกว่า 2 ป้าย ติดหน้าร้านและที่โรงพยาบาลโรคทรวงอก ใครเงินไม่พอ เดือนร้อนเรื่องเงินกำลังไม่มีเงินเราช่วยหมด ไม่ใช่จะเฉพาะคนยากไร้ คนพิการ”

“ช่วยเหลือแบ่งปัน” ไม่เหลือบ่ากว่าแรง
นอกจากนิสัยการแบ่งปันและช่วยเหลืออันเป็นคุณสมบัติติดตัวของเธอ การทำอาหารยังเป็นสิ่งที่เธอรัก ฉะนั้นการบริการแบ่งปันข้าวและน้ำเมื่อเปิดร้านอาหารจึงไม่ใช่เรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรง

“เด็กๆ เราก็ต้องช่วยคุณตากับคุณยายทำครัว เราก็ชอบมาตั้งแต่ตอนนั้นในเรื่องของการทำอาหาร พอมีครอบครัวก็ทำอาหารให้ลูกๆ และสามีตลอด จนมาเปิดร้านอาหารเป็นของตัวองตามฝัน ทีนี้พอเรามาเปิดร้านที่ร้านก็ทำกับข้าวอยู่แล้วทุกวัน เราทำเพิ่มช่วยเหลือคนที่เขาขาดแคลน คนหิวข้าวมันทรมานนะ แต่บางคนเขาไม่กล้าที่จะเดินเข้ามาหาเรา เราก็เลยติดป้าย มันก็แค่นั้นไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง”

ป้านกในวัย 50 บอกต่อว่าถ้าคุณเห็นป้ายคุณหิวคุณเดินเข้ามาเลย จะมื้อเดียว หรือ 2-3 มื้อ ทางร้านยินดีบริการเต็มที่ โดยที่เมนูอาหารที่ทำให้กับเหล่าผู้คนที่ลำบากยากไร้ก็ไม่ใช่ทำลวกๆ

“ลูกค้าไม่เยอะที่เราทำก็มักจะเป็นข้าวผัดกะเพรา ข้าวผัด ผัดผัก แต่ถ้าลูกค้าในร้านเยอะแล้วครัวโหลดก็จะเป็นเมนูข้าวไข่เจียวหมูสับที่เราจะทำใส่กล่องพร้อมกับช้อนพลาสติกให้เขานำไปรับประทาน” เธอเผย

“ถามว่าเรื่องภาพลักษณ์ร้านอาหารที่อาจจะซีเรียสเรื่องของคนยากไร้ คนที่มาจากต่างจังหวัดเงินน้อยๆ อาจจะมีการแต่งกายที่ไม่เหมาะสมเวลาเข้ามาในร้าน ในแง่ของลูกค้าผู้ใช้บริการอาจจะดูไม่ดี คือทางร้านเรามีทั้งข้างนอกและข้างใน พี่ๆ น้องๆ เวลาเข้ามาเขาก็จะเจอเราตั้งแต่ด้านนอกแล้วที่เขาจะขอข้าว เราก็ให้เขารอในส่วนพื้นที่บริเวณที่ไม่เกี่ยวข้องกับลูกค้าที่ใช้บริการ แต่ถ้าลูกค้าซีเรียส เขารู้สึกไม่โอเคก็ไม่เป็นไร เราไม่สนใจถ้าจะเสียลูกค้า

“ทุกอย่างอยู่ที่จิตใจเรา เราทำแล้วสบายใจ แต่ลูกค้าก็เข้าใจเจตนาของเรา พอเขารู้ว่าเราให้การช่วยเหลือเขาก็อยากจะร่วมทำบุญกับเรา เราก็อนุโมทนาบุญด้วย แต่เราไม่ค่อยรับเลยเนื่องจากวันๆ หนึ่งจะมีมาขอความช่วยเหลือก็ไม่เกิน 10 คน บางวันคนหรือสองคน หรือบางวันก็ไม่มีเลย ซึ่งทางร้านเราหุงข้าวเป็นหม้อๆ ต่อวัน วัตถุดิบทำอาหารไม่ใช่น้อยๆ เรามีพอกับความช่วยเหลืออยู่แล้ว”

‘สังคมดี’ ถ้าต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
โครงการแจกอาหารสำหรับร้าน ‘ลิตเติ้ล แคราย คาเฟ่’ จะคงอยู่และทำต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าร้านจะปิดให้บริการ ด้วยเหตุผลที่ว่า “สังคมมันจะดีได้ถ้าเราช่วยกัน”

“คือมันต้องช่วยกันเป็นเรื่องเป็นจริงเป็นจัง เป็นเรื่องป็นราว และที่สำคัญคือสม่ำเสมอด้วยนะ เราคิดอย่างนี้ มันก็เป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลเราที่จะทำโครงการนี้ต่อไปเรื่อยๆ” นกเผยมติใจในการทำโครงการดังกล่าวในอนาคตที่ไม่สิ้นสุด

“อีกอย่างที่ทางเราทำก็คือถ้าเรารู้ข่าวบ้าง มีคนมาติดต่อบ้าง ก็ทำข้าวส่งช่วยตามที่เราทำได้ เหตุผลก็ทุกอย่างที่บอกอยู่ที่จิตใจเรา เราทำแล้วสบายใจ เราช่วยในสิ่งที่เราช่วยเหลือได้ เราเปิดร้านอาหารเราก็ช่วยเรื่องของอาหาร สิ่งที่เรามีเราช่วยคนอื่นต่อลมหายใจและชีวิตได้ มันก็เป็นสิ่งที่ดีที่อยากจะทำและแบ่งปัน ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันก็มาจากตรงนี้

“และต้องบอกอีกว่าไม่ได้คิดจะโปรโมทร้าน ไม่ได้สร้างภาพ เพราะเราทำในสิ่งที่เรามี แต่ก็ขอขอบคุณที่มีคนแชร์เรื่องโครงการของเรา เราก็จะทำตรงนี้ต่อไปเรื่อยๆ สังคมมันจะดีได้ถ้าเราช่วยกันอย่างสม่ำเสมอ คิดแค่นี้จริงๆ” ป้านกกล่าวทิ้งท้ายด้วยความรู้สึกเรียบง่ายด้วยรอยยิ้มมุมปาก ซึ่งก็คงเช่นเดียวกับเรื่องราวการช่วยเหลือสังคมของเธอ ที่แม้จะเริ่มจากเล็กๆ แต่ก็เป็นสิ่งดีๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมให้น่าอยู่ขึ้นในทุกวัน

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here